กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
Sexy Room / (รูปภาพ เซ็กซี่ 18+) • Donut •
« กระทู้ล่าสุด โดย Hugball เมื่อ 19-09-21, 09:37:33 AM »
















Model : Donut
FB : Suneta Ngachalvy
IG : d.donus
Photographer : Papanum Noonan
2
Sexy Room / (รูปภาพ เซ็กซี่ 18+) • Ally •
« กระทู้ล่าสุด โดย Hugball เมื่อ 19-09-21, 09:35:50 AM »










FB : ปภัสสรณ์ เหง้าชัยภูมิ
สำรอง Ally Papassorn
IG : allyy.ps___
Photogapher : Somyot Sangapol
3
Sexy Room / (รูปภาพ เซ็กซี่ 18+) • Nook •
« กระทู้ล่าสุด โดย Hugball เมื่อ 19-09-21, 09:34:33 AM »










FB : Oranot Polsayam
IG : juju_nook
Photographer : Munin Suwannapirom
4
Sexy Room / (รูปภาพ เซ็กซี่ 18+) • Kaowfang •
« กระทู้ล่าสุด โดย Hugball เมื่อ 19-09-21, 09:31:28 AM »



















Model : Orapan Jumtong
Photo : Ryusuke Ratanapanee
5
Sexy Room / (รูปภาพ เซ็กซี่ 18+) • Baifern •
« กระทู้ล่าสุด โดย Hugball เมื่อ 12-09-21, 09:32:22 AM »

















Model : Baifern Taratee
IG: baifern.tee
6
Sexy Room / (รูปภาพ เซ็กซี่ 18+) • Cream •
« กระทู้ล่าสุด โดย Hugball เมื่อ 12-09-21, 09:21:48 AM »





















Concept : Cute Cute
Model : Chalita Aiemsaard
IG : cream_chalita
Photographer : Kroekphon Saengmanee
7
Sexy Room / (รูปภาพ เซ็กซี่ 18+) • Dream •
« กระทู้ล่าสุด โดย Hugball เมื่อ 12-09-21, 09:10:41 AM »





















Concept : Quater Black Underware
Model : FhanDream Choladda Daungpaen
Photographer : Kook Wachirawit
8
Sexy Room / (รูปภาพ เซ็กซี่ 18+) • Nook •
« กระทู้ล่าสุด โดย Hugball เมื่อ 12-09-21, 09:03:05 AM »












FB : Oranot Polsayam
IG : juju_nook
Photographer : Artwha Desu
9


ทางม้าลาย คือสัญลักษณ์ที่บอกว่า จะเป็นจุดที่มีคนเดินข้ามถนนตรงนี้ เพื่อความปลอดภัยของคนเดินถนน แต่หลายคนยังไม่เข้าใจอย่างแท้จริง ว่าการที่เราเดินหรือขับรถเจอกับสัญลักษณ์เส้นสีขาวพาดบนถนนแบบนี้ แล้วต้องปฏิบัติตัวอย่างไร วันนี้เรารวบรวมเอามาฝากทุกคนแล้วครับ



โดยในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มีการระบุถึงทางม้าลายเอาไว้หลากหลายมาตรา ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ครับ

มาตรา 22 วงเล็บ 4 - สัญญาณจราจรไฟลูกศรสีเขียวชี้ให้เลี้ยวหรือชี้ให้ตรงไป หรือสัญญาณ จราจรไฟสีแดงแสดงพร้อมกับสัญญาณจราจรไฟลูกศรสีเขียวชี้ให้เลี้ยวหรือชี้ให้ตรงไป ให้ผู้ขับขี่เลี้ยวรถหรือขับรถตรงไปได้ตามทิศทางที่ลูกศรชี้ และต้องขับรถด้วยความระมัดระวัง "และต้องให้สิทธิแก่คนเดินเท้าในทางข้ามหรือรถที่มาทางขวาก่อน"
แปลความง่าย ๆ ในวรรคนี้คือ ถ้าคุณขับรถแล้วต้องการเลี้ยวซ้าย เมื่อได้สัญญาณไฟเขียวให้เลี้ยวซ้ายได้ ให้เลี้ยวด้วยความระมัดระวัง และถ้าเห็นคนเดินข้ามถนนมาแล้ว ให้หยุดรถเพื่อให้ทางกับคนเดินถนนก่อน



มาตรา 46 - ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถแซงเพื่อขึ้นหน้ารถอื่นในกรณีต่อไปนี้
วงเล็บ 2 - "ภายในระยะสามสิบเมตรก่อนถึงทางข้าม" ทางร่วมทางแยก วงเวียนหรือเกาะที่สร้างไว้ หรือทางเดินรถที่ตัดข้ามทางรถไฟ
แปลง่าย ๆ ตามคำเลยคือ เมื่อเห็นทางม้าลายข้างหน้า ห้ามแซงเด็ดขาดในระยะ 30 เมตร

มาตรา 57 - ห้ามมิให้ผู้ขับขี่จอดรถ
วงเล็บ 4 - ในทางข้าม หรือในระยะสามเมตรจากทางข้าม
แปลว่า ห้ามจอดรถทับทางม้าลาย โดยนับจากเส้นไปก่อนและหลัง 3 เมตร เหมือนกับเป็นเส้นเหลืองทแยงนั่นเอง



มาตรา 70 - ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถเข้าใกล้ทางร่วมทางแยก ทางข้ามเส้นให้รถหยุด หรือวงเวียน ต้องลดความเร็วของรถ
แปลง่ายที่สุดก็คือ เมื่อเห็นทางม้าลาย ให้ชะลอความเร็วก่อนทุกครั้ง

มาตรา 104 ภายในระยะไม่เกินหนึ่งร้อยเมตรนับจากทางข้ามห้ามมิให้คนเดินเท้าข้ามทางนอกทางข้าม
แปลตรงตัวเลย ว่าถ้าจะข้ามถนน ในระยะ 100 เมตรมีทางม้าลายอยู่ (หรือสะพานลอย) ให้ข้ามตรงทางม้าลายเท่านั้น ถ้าข้ามจุดอื่นโดนปรับ



มาตรา 105 คนเดินเท้าซึ่งประสงค์จะข้ามทางเดินรถในทางข้ามที่มีไฟสัญญาณจราจรควบคุมคนเดินเท้า ให้ปฏิบัติตามไฟสัญญาณจราจรที่ปรากฏต่อหน้า ดังต่อไปนี้
(1) เมื่อมีสัญญาณจราจรไฟสีแดง ไม่ว่าจะมีรูปหรือข้อความเป็นการห้ามมิให้คนเดินเท้าข้ามทางเดินรถด้วยหรือไม่ก็ตาม ให้คนเดินเท้าหยุดรออยู่บนทางเท้า บนเกาะแบ่งทางเดินรถหรือในเขตปลอดภัย เว้นแต่ทางใดที่ไม่มีทางเท้า ให้หยุดรอบนไหล่ทางหรือขอบทาง
(2) เมื่อมีสัญญาณจราจรไฟสีเขียว ไม่ว่าจะมีรูปหรือข้อความเป็นการอนุญาตให้คนเดินเท้าข้ามทางเดินรถด้วยหรือไม่ก็ตาม ให้คนเดินเท้าข้ามทางเดินรถได้
(3) เมื่อมีสัญญาณจราจรไฟสีเขียวกระพริบทางด้านใดของทาง ให้คนเดินเท้าที่ยังมิได้ข้ามทางเดินรถหยุดรอบนทางเท้า บนเกาะแบ่งทางเดินรถหรือในเขตปลอดภัย แต่ถ้ากำลังข้ามทางเดินรถให้ข้ามทางเดินรถโดยเร็ว
ในมาตรานี้ ก็ให้คนเดินถนนที่ข้ามทางม้าลายตรงจุดที่มีสัญญาณไฟ เคารพสัญญาณอย่างเคร่งครัด ถ้าไฟแดงขึ้นก็ห้ามข้าม ข้ามได้เฉพาะช่วงไฟเขียว และถ้าไฟเขียวกระพริบแล้วตัวยังอยู่บนทางเท้าก็ห้ามข้าม ส่วนคนที่เดินลงไปบนถนนแล้วก็ให้รีบข้ามด้วยความรวดเร็ว

กฎหมายจราจร ถูกบังคับใช้ทั้งคนที่ขับหรือขี่ยานพาหนะ และคนเดินถนน ก็เพื่อให้เกิดความปลอดภัยด้วยกันทั้งหมดทุกคน และแน่นอนว่าถ้าทุกคนที่ใช้ถนนร่วมกัน มีความอารีย์ มีน้ำใจต่อกัน ท้องถนนก็จะมีอันตรายน้อยลงเยอะแล้วล่ะครับ
10


คนที่ขับรถเป็นเวลานาน ส่วนใหญ่ต้องเคยเจอกับเหตุการณ์รถสตาร์ทไม่ติด จากสาเหตุต่าง ๆ มากมาย เช่น ลืมปิดไฟหน้า, แบตเตอรี่เสื่อม เป็นต้น จึงต้องมีการ "พ่วงแบต" จากรถคันอื่น เพื่อให้เราเดินทางต่อได้ แต่ก็มีคำถามว่า ต้องพ่วงแบตอย่างไรถึงจะถูกต้อง วันนี้เรามาดูกันครับ



ควรใช้สายพ่วงแบบไหน

อุปกรณ์ที่รถทุกคันควรต้องมีติดรถเอาไว้ ก็คือสายพ่วงแบตเตอรี่นี่เอง เพราะปัญหาแบตเตอรี่หมด มักจะเจอกันได้บ่อยไม่แพ้ยางรั่วเลย แต่การเลือกซื้อนั้น ก็ควรต้องพิจารณากันให้ดีหน่อย เพราะหลายครั้งที่ใช้สายพ่วงแบตไม่ดีพอ ก็ทำให้ชาร์จไฟไม่ได้ บางครั้งสายไฟไหม้เพราะมีความร้อนสะสมสูงเลยก็มี วิธีการเลือกนั้น เบื้องต้นเลยให้ดูที่ขนาดของสายเป็นหลัก ควรเลือกให้มีความใหญ่มากหน่อย ควรให้ใหญ่กว่านิ้วก้อยคุณผู้ชาย หรือประมาณนิ้วโป้งคุณผู้หญิงก็จะดี อย่าเลือกแบบเส้นใหญ่กว่าสายไฟบ้านนิดเดียว เพราะการจั๊มแบตจะมีการวิ่งของกระแสไฟที่มากพอสมควร ถ้าสายเล็กเกินไปจะทำให้ไฟวิ่งผ่านได้ไม่มากพอ จะทำให้รถสตาร์ทไม่ติด โดยเฉพาะรถกระบะที่ต้องการกำลังไฟในการสตาร์ทมาก ส่วนหัวที่หนีบก็ดูให้แข็งแรงหน่อย ประเภทที่เหล็กบาง ๆ จนเราแทบจะงอได้ด้วยมือของเราเอง แบบนี้อย่าได้ซื้อมาใช้เด็ดขาด นอกจากจะใช้งานไม่ได้ดีแล้ว ยังอาจจะส่งผลเสียจากการใช้งานได้อีกด้วย จ่ายเงินแพงหน่อย แต่ใช้ได้คุ้มค่า และยาวนานกว่าแน่นอนครับ และถ้าเป็นไปได้ แนะนำให้เลือกสายพ่วงแบตที่แยกออกจากกันเด็ดขาด จะสะดวกต่อการใช้งานมากกว่าแบบที่เป็นสายคู่ติดกัน

พ่วงแบบอย่างไรให้สตาร์ทติดอย่างปลอดภัย

ถ้าหากเราพบปัญหารถสตาร์ทไม่ติด จากปัญหาแบตเตอรี่หมด อย่างแรกเลยคือต้องหารถที่สามารถสตาร์ทรถได้ตามปกติมาช่วยเป็นผู้จ่ายไฟให้กับรถของเรา จอดรถให้ส่วนของแบตเตอรี่อยู่ใกล้กันมากพอที่สายพ่วงแบตจะต่อกันถึง (อย่าให้รถใกล้กันมากเกิน เปิดฝากระโปรงรถทั้ง 2 คัน ดับเครื่องทั้ง 2 คัน และปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในรถ จากนั้นให้ทำตามขั้นตอนดังนี้

1. นำสายพ่วงแบต (สีอะไรก็ได้ แต่ต้องจำให้ได้ว่าสายเส้นนั้นใช้กับขั้วไหน) มาหนีบกับรถแบตเตอรี่หมดที่ขั้วบวก

2. นำตัวหนีบอีกด้าน ไปหนีบกับขั้วบวกของรถที่มีแบตเตอรี่

3. นำสายพ่วงแบตอีกเส้น ไปหนีบที่ขั้วลบของรถที่มีแบตเตอรี่

4. นำตัวหนีบอีกด้าน ไปหนีบที่ "เหล็กโครงรถ" เช่น น็อตยึดหัวโช้ค, โครงเหล็กด้านหน้า เป็นต้น (โครงรถ ไม่ใช่ตัวถังรถ) ไม่แนะนำให้หนีบไปกับขั้วลบของรถที่แบตเตอรี่หมด เพราะอาจมีกระแสไฟวิ่งเข้าไปมากเกินไป หรือการช็อตที่หัวของขั้ว จนฟิวส์ในตัวรถบางตัวขาดได้

5. สตาร์ทรถคันที่มีแบตเตอรี่ รอสักครู่

6. สตาร์ทรถคันที่แบตเตอรี่หมดจนติด ถ้าสตาร์ทแล้ว มอเตอร์สตาร์ทไม่หมุน หรือหมุนช้า ให้ตรวจสอบการหนีบที่ขั่วบวกใหม่อีกครั้ง ว่าหนีบแน่นมากพอหรือไม่ ถ้าแน่นมากพอแล้วยังไม่หมุน ให้ลองพ่วงทิ้งไว้สัก 5 นาทีแล้วลองสตาร์ทใหม่ ถ้ายังเป็นเหมือนเดิม ให้ดับรถ แล้วถอดสายออก เนื่องจากตัวแบตเตอรี่ของรถที่แบตเตอรี่หมดน่าจะไม่มีไฟเหลือเลย ต้องใช้วิธีการเปลี่ยนแบตเตอรี่แทน

7. ถ้าสตาร์ทแล้ว มอเตอร์สตาร์ทหมุนปกติ แต่รถสตาร์ทไม่ติด ให้หยุดสตาร์ท เพราะปัญหาน่าจะมาจากจุดอื่น ไม่ใช่จากแบตเตอรี่

8. ถ้าสตาร์ทติดแล้ว ให้ถอดสายพ่วงแบตออก แล้วให้นำรถไปตรวจสอบที่ศูนย์บริการ, อู่รถ หรือที่ร้านแบตเตอรี่ทันที

ถอดสายอย่างไรให้ถูกต้อง

1. ถอดสายอออกจากโครงเหล็กของรถที่แบตเตอรี่หมด

2. ถอดสายออกจากขั้วลบจากรถที่มีแบตเตอรี่

3. ถอดสายออกจากขั้วบวกจากรถที่มีแบตเตอรี่

4. ถอดสายออกจากขั้วบวกของรถที่แบตเตอรี่หมด

ข้อควรระวัง

สิ่งที่ต้องระมัดระวังมากที่สุดในการพ่วงแบตเตอรี่ก็คือ อย่าให้สายด้านตัวหนีบ สัมผัสกันโดยเด็ดขาด เพราะจะเกิดการลัดวงจรได้ และเกิดความเสียหายกับฟิวส์หรือชิ้นส่วนอื่นในรถยนต์

การพ่วงแบตเตอรี่ เป็นวิธีการทำที่ไม่ยาก เพียงแค่ต้องใช้สติในการเรียบเรียงลำดับเล็กน้อย ก็จะทำให้การพ่วงแบตทำได้สำเร็จอย่างแน่นอนครับ

หน้า: [1] 2 3 ... 10